Skip to main content

Blog entry by CNT CONNEXT

E-Commerce จะสำเร็จ ขึ้นอยู่กับ 3P (Product, Process, Personal)

E-Commerce จะสำเร็จ ขึ้นอยู่กับ 3P (Product, Process, Personal)

Product (สินค้า)

คุณค่า (Benefit) :
# คุณสมบัติ, คุณประโยชน์, ปริมาณและขนาดของสินค้า ต้องมีมาตรฐานคุ้มค่ากับเงินที่ลูกค้าจะจ่าย
# ลูกค้าจะทำการเปรียบเทียบสินค้าก่อนการซื้อทุกครั้ง แม้จะเป็นสินค้าที่ซื้อเป็นประจำก็ตาม
# ในปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย เจ้าของสินค้าต้องมีการปรับปรุงและสำรวจตลาดอยู่เสมอ

คุณภาพ (Quality) :
# คุณภาพของสินค้าต้องดี และมีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการจดจำ และเกิดการกลับมาซื้อซ้ำ
# สินค้าไม่มีคุณภาพราคาถูก จะขายดีแต่ขายได้ไม่นาน

ราคา (Price) :
# ราคาสินค้าต้องเหมาะสมไม่แพง หรือถูกเกินไป
# สามารถลดราคาได้ โดยการทำโปรโมชั่น แต่อย่าหั่นราคาตัดคู่แข่ง จะทำให้กลไกของราคาในตลาดเสียไปทั้งระบบ
# การแข่งขันการลดราคา จะทำให้ลูกค้าเกิดพฤติกรรมเคยชินกับราคาสินค้าที่ลดราคา เมื่อปรับราคาขายปกติ ลูกค้าก็จะไม่ซื้อสินค้านั้นอีกเลย เพราะรู้สึกว่าแพง

บรรจุภัณฑ์ (Packaging) :
# มีความเป็นเอกลักษณ์ ชวนให้จดจำ และตรงกับสินค้า
# มีความเหมาะสมกับต้นทุน และราคาของสินค้า
# ไม่ควรคัดลอกจากคู่แข่ง จะเป็นการแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นขาย
# ควรออกแบบลักษณะของบรรจุภัณฑ์เป็นของตนเอง โดยเลือกใช้รูปแบบที่เป็นมาตรฐาน หรือจะเป็นรูปแบบที่แตกต่างออกไปที่ไม่เคยมีในตลาด


Process (กระบวนการ)

การนำเสนอ และให้ข้อมูล (Content) : 
# รายละเอียดของสินค้าบนหน้าเว็บ ต้องแสดงครบถ้วนและชัดเจน
# รายละเอียดและข้อมูลของสินค้า แต่ละหมวดหมู่หรือแต่ละประเภทจะแสดงรายละเอียดไม่เหมือนกัน
– กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ชื่อสินค้า (Product Title), รูปสินค้า (Picture), รหัสสินค้า (Product ID), ชื่อยี่ห้อ (Brand), ชื่อรุ่น (Model)
– กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ราคาปกติ (Normal Price), ราคาส่วนลด (Discoust Price), ส่วนลดของราคา (Save Price)
– กลุ่มที่ 3 ได้แก่ ชื่อประเภทของสินค้า (Type), ขนาดสินค้า (Size), คุณสมบัติสินค้า (Feature), บรรจุภัณฑ์ (Packaging)
– กลุ่มที่ 4 ได้แก่ ระยะเวลารับประกันของสินค้า (Guarantee)
# การตั้งชื่อสินค้า มีความสำคัญมาก ต้องเข้าใจง่าย สร้างการจดจำยี่ห้อ และบอกถึงตัวสินค้าชัดเจน
– เสื้อผ้าแฟชั่น มีรูปแบบการตั้งชื่อ คือ ยี่ห้อ+ประเภท+สี+ขนาด
เช่น A2B เสื้อยืดคอกลม สีดำ ไซส์ M
– สุขภาพและความงาม มีรูปแบบการตั้งชื่อ คือ ยี่ห้อ+ประเภท+รุ่น+คุณสมบัติ+ขนาด
เช่น PP ครีมทาหน้า กระปุกขาว ลดสิวฝ้า ขนาด 100 กรัม
– อุปกรณ์ไอที มีรูปแบบการตั้งชื่อ คือ ยี่ห้อ+ประเภท+รุ่น+ขนาด+คุณสมบัติ+สี
เช่น Acer โน๊ตบุ๊ค รุ่น A380 หน้าจอ 15 นิ้ว, CPU i7, HDD 500 Gb, Ram 8 Gb. สีดำ
– เฟอร์นิเจอร์ มีรูปแบบการตั้งชื่อ คือ ประเภท+ยี่ห้อ+รุ่น+วัสดุ+สี+ขนาด
เช่น เก้าอี้ Fer D รุ่นปี 2020 ผลิตจากไม้หวาย สีธรรมชาติ ขนาด 3x3x3 เมตร
– อาหารและเครื่องดื่ม มีรูปแบบการตั้งชื่อ คือ ประเภท+วัตถุดิบ+คุณสมบัติ+ที่ตั้งร้าน
เช่น ข้าวผัด กระเพราหมู สูตรอาม่า เยาวราช

ช่องทางการนำเสนอ & งบการตลาด (Media Channel) :
# ต้องมีช่องทางการขายที่ครอบคลุม ช่องทางการขายยิ่งเยอะ โอกาสการขายได้ยิ่งมากขึ้น
# เมื่อมีช่องทางการขายเยอะ มียอดขายเยอะ ต้องบริหารจัดการสินค้า และการบริการให้ดี มีความสม่ำเสมอ ไม่งั้นอาจจะพังตอนจบได้
# ช่องทางบน Social Media
– โพสต์ขายบน Facebook แฟนเพจ
– โพสต์ขายบนร้านค้า และชุมชนบน Facebook
– ลงโฆษณาบน Facebook Ads
– โพสต์ขายบน Line และ Line OA
– โพสต์ข้อความบน Twitter
– โพสต์รูปภาพบน Instagram
– โพสต์วีดีโอคลิปบน Youtube
– ลงโฆษณาบน Youtube
# ช่องทางบน E-Marketplace และเว็บ C2C
– Lazada : www.lazada.co.th
– Shopee : www.shopee.co.th
– JD Central : www.jd.co.th
– TARAD : www.tarad.com
– lnwshop : www.lnwshop.com
– WeLoveShopping : www.weloveshopping.com
– Kaidee : www.kaidee.com
– ThaiSecondhand : www.thaisecondhand.com
– Pantip Market : www.pantipmarket.com
– Vunvan : www.vunvan.com
# ช่องทางบน E-Tailers หรือการฝากวางขายสินค้าที่ร้าน
– BigC, Testco Lotus, Tops Supermarket, 7-Eleven
# ช่องทางบน Search Engine
– ลงโฆษณาบน Google Ads และ GDN (Google Display Network)
– ปรับแต่งเนื้อหาและคีย์เวิร์ดให้ติดอันดับบน Google (SEO)
– ลงข้อมูลบน Google My Business และ Google Map
# ช่องทาง Content Marketing
– ทำเว็บไซต์ (Website) เพื่อเป็นช่องการติดต่อ, แนะนำ และขายสินค้าโดยตรง
– ทำบล็อก (Blogs) แนะนำสินค้า และเสนอบทความที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างกลุ่มของลูกค้า
– การสร้างคลิปวีดีโอ ฝากไว้บน Youtube และอัพโหลดไว้บนเว็บไซต์ แนะนำสินค้า และเสนอบทความที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างกลุ่มของลูกค้า
– ทำอินโฟกราฟฟิค (Infographics) แนะนำสินค้าและขายสินค้า เพื่อสร้างการดึงดูดลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา
– การเขียนบทความ ฝากไว้ที่เว็บบล็อกอื่น (Guest Posts) เพื่อสร้างการดึงดูดลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา
# ช่องทางบน E-Mail Marketing หรือการทำการตลาดโดยแนะนำสินค้า โดยส่งไปทางอีเมลให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิก
# ช่องทาง Influencer Marketing หรือการทำการตลาดออนไลน์ผ่านกลุ่มคนที่มีอิทธิพล มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันดี
– Influencer จะโปรโมทสินค้าโดยการพูดแนะนำ, โพสต์ข้อความ, รีวิวสินค้า จะทำให้แบรนด์กลายเป็นที่จดจำได้อย่างรวดเร็ว และแฟนคลับมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น
– Celeb : รีวิวและแนะนำสินค้า โดยดาราหรือคนดังในวงการบันเทิง
– Blogger : รีวิวและแนะนำสินค้า โดยนักเขียนผู้มีชื่อเสียง
– Micro Influencer : รีวิวและแนะนำสินค้า โดยผู้ที่เป็นที่รู้จักกันดี มีชื่อเสียงระดับหนึ่งในแต่ละวงการ
– Youtuber : ทำวีดีโอรีวิวและแนะนำสินค้า โดยเจ้าของช่องบน Youtube ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก
– ควรเลือก Influencer ที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีข่าวด้านลบ และมีบุคคลิกสอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์ และตัวสินค้า
– ควรศึกษาเงื่อนไข และราคาค่าจ้าง Influencer ให้ดีก่อนทำการจ้าง โดยเฉพาะเงื่อนไขในการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง และมีระยะเวลาในการแสดงนานเท่าไร เพราะอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มมากกว่าที่ตกลงกันไว้ เพราะทำผิดเงื่อนไข
# ช่องทาง Affiliate Marketing หรือการตลาดแบบช่วยขาย สร้างเครือข่ายการซื้อ-ขายให้กับคนในกลุ่มธุรกิจ เพิ่มรายได้ทั้งคนขายและคนช่วยขายสินค้า
– เจ้าของสินค้าไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้กับคนขาย จนกว่าจะขายสินค้าได้ โดยจ่ายเป็นค่าส่วนแบ่งทางการตลาด (Commission) ตามระดับของยอดที่ขายได้
– คนขายไม่ต้องใช้เงินทุนในการซื้อสินค้ามาสต๊อกไว้ เมื่อมีลูกค้ามาสั่งซื้อออนไลน์ และจ่ายเงินมาแล้ว จึงทำการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขาย และนำมาส่งให้กับผู้ซื้อ
– เลือกสินค้าที่จะโปรโมตหรือขายให้ดี ตรงกลับฐานลูกค้าที่เรามีและสามารถเข้าถึงได้,
– เลือกเจ้าของสินค้าที่มีการบริหารจัดการที่ดี, ความโปร่งใส, มีความซื่อสัตย์, มีความมั่นคงในด้านสินค้าและเงินทุน
– เลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่มีความเหมาะสม ใช้งานง่ายทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย, มีระบบติดตามและรายงานผลการขายที่ถูกต้องและชัดเจน
# ช่องทางอีเวนต์ (Event Platform)
– การออกงานอีเวนต์และร่วมงานอีเวนต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและธุรกิจ (Trade Show) เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน และเพื่อสร้างกลุ่มของลูกค้าใหม่
– การจัดงานอีเวนต์เอง (Own Events) แบบรายสัปดาห์, รายเดือน, รายปี เพื่อสร้างกลุ่มของลูกค้าใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ให้กับลูกค้าเดิมให้คงอยู่
– การไปบรรยายและแนะนำธุรกิจ (Public Speaking) เพื่อสร้างกลุ่มของลูกค้าใหม่ และความเข้าใจในตัวธุรกิจและสินค้ามากขึ้น โดยไม่ควรเน้นการนำเสนอขายสินค้ามากเกินไป ควรให้ความรู้ควบคู่ไปกับการแนะนำสินค้าของตัวเองไปด้วย
# ช่องทางสื่ออื่นๆ
– โทรทัศน์ และสื่อวิทยุ (Television Media Channel)
– สื่อสิ่งพิมพ์ (Printing Platform)
– ใบปลิว (Flyers)
– โปสเตอร์ (Poster)
– โฆษณาหนังสือพิมพ์ (Newspaper Ads)
– นิตยสาร (Magazine Ads)
– โทรศัพท์ (Tele Marketing)

การชำระเงิน (Payment channel) :
# ต้องมีช่องทางการชำระเงินที่ครอบคลุม ช่องทางยิ่งเยอะ ยิ่งเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินค่าสินค้า และปิดการขายได้รวดเร็ว และง่ายขึ้น
# บัตรเครดิตและบัตรเดบิต (Visa, MasterCard, JCB, Amex)
– จ่ายง่าย สะดวก และรวดเร็ว ทราบผลการชำระเงินได้ทันที
# โอนเงินออนไลน์ (Internet Banking, Mobile Banking)
– จ่ายง่าย สะดวก และรวดเร็ว ไม่ต้องยืนยันสลิปและส่งหลักฐานการโอนเงิน แต่รองรับแค่บางธนาคาร เช่น กรุงศรีอยุธยา, กสิกรไทย, กรุงเทพ, ไทยพาณิชย์ , กรุงไทย
# โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร (ATM, จ่ายที่เคาน์เตอร์ของธนาคาร, PromptPay, QR-Code)
– โอนเงินแล้ว ต้องยืนยันสลิปและส่งหลักฐานการโอนเงิน โดยสามารถเลือกจ่ายและโอนได้จากทุกธนาคาร
# บิลแจ้งชำระเงิน (Bill payment)
– ชำระเงิน ณ จุดบริการเคาน์เตอร์ต่างๆ เช่น 7-Eleven, BigC, Testco Lotus, Family Mart
# ผ่อนชำระ (Installment)
– เลือกผ่อนได้นาน 3-10 เดือน ผ่านบัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ เช่น กสิกรไทย, กรุงศรีอยุธยา, กรุงไทย, กรุงเทพ, ไทยพาณิชย์
# เก็บเงินปลายทาง (COD : Cash on Delivery)
– ลูกค้าไม่ต้องจ่ายก่อน เมื่อสินค้าส่งถึงหน้าบ้าน ทำการตรวจสอบสินค้าแล้วจึงชำระเงินค่าสินค้า
– ผู้ให้บริการ เช่น สมัครเก็บเงินปลายทาง Kerry Express, ไปรษณีย์ไทย, Flash Express, SCG EXPRESS, BEST EXPRESS
# ช่องทางชำระเงินอื่น ๆ
– ทรูมันนี่ วอลเล็ท (TrueMoney Wallet) สำหรับสมาชิก TrueMoney
– วีแชทเพย์ (WeChat Pay) สำหรับสมาชิก WeChat และลูกค้าชาวจีน
– อาลีเพย์ (ALIPAY) สำหรับลูกค้าชาวจีน

การจัดส่งสินค้า (Shipping method) :
# การจัดส่งสินค้ามีสะดวก รวดเร็ว และมีบริการที่ดีมากขึ้นกว่าในสมัยก่อน ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการแข่งขันทางธุรกิจ
# เทคนิคการเปรียบเทียบและเลือกใช้บริการขนส่ง
– ค่าขนส่งราคาถูกที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำหนักและการบริการ
– ระยะเวลาการจัดส่งต้องรวดเร็วที่สุด
– มีความปลอดภัยของสินค้าสูง และมีการรับประกันของเสียหาย
# มีผู้ให้บริการขนส่งเกิดขึ้นมากมาย ทั้งผู้ให้บริการภายในประเทศ และที่มาจากต่างประเทศ
– ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post) จากไทย ให้บริการจัดส่งสินค้า แบบลงทะเบียน เริ่มต้นที่ 18 บาท, แบบส่งด่วน EMS เริ่มต้นที่ 32 บาท
– Kerry Express จากฮ่องกง ให้บริการจัดส่งสินค้าทั่วไทย แบบส่งด่วน เริ่มต้นที่ 30 บาท
– Flash Express จากไทยร่วมทุนกับจีน ให้บริการจัดส่งสินค้าทั่วไทย แบบส่งด่วน เริ่มต้นที่ 25 บาท
– SCG EXPRESS จากไทยร่วมทุนกับญี่ปุ่น ให้บริการจัดส่งสินค้าทั่วไทย แบบส่งด่วน เริ่มต้นที่ 40 บาท
– Best Express จากไทยร่วมทุนกับจีน ให้บริการจัดส่งสินค้าทั่วไทย แบบส่งด่วน เริ่มต้นที่ 30 บาท
– ขนส่งอื่นๆ ได้แก่ Lalamove, Alpha Fast, Line man, Grab Express, TNT, Niko’s Logistics, Nim Express, DHL Express, Ninja Van, Skootar,

บริการหลังการขาย (Customer service) :
# มีการตอบคำถามและให้ข้อมูลของสินค้า และเงื่อนไขต่างๆ ที่ชัดเจน โดยน้ำเสียงที่เหมาะสม มีความเป็นกันเอง
# มีการติดตามและประเมินผลความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งก่อนการสั่งซื้อสินค้า และหลังการสั่งซื้อสินค้า เพื่อนำมาปรับปรุงบริการให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
# มีการทำคู่มือการใช้งาน, การทำหัวข้อคำถามที่พบบ่อยๆ บนหน้าเว็บ เพื่อให้ลูกค้าสามารถศึกษาและเข้าใจในข้อมูลของสินค้า และเงื่อนไขการให้บริการในเวลาที่รวดเร็ว เข้าใจง่าย
# มีช่องทางการตอบกลับและให้ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ
– ข้อความพูดคุยและสอบถามทาง Line และ Line OA
– ข้อความพูดคุยและสอบถามทาง Facebook Messenger
– ข้อความแสดงความคิดเห็น บน Facebook
– ข้อความพูดคุยและสอบถามทางโทรศัพท์
– ข้อความพูดคุยและสอบถามทางอีเมล
– ช่องทางอื่นๆ เช่น Twitter, Instagram

การรับประกัน & เคลมสินค้า (Garantee & Claim) :
# มีการแสดงข้อมูลเงื่อนไขในการรับประกัน และเคลมสินค้าไว้อย่างชัดเจน ทั้งบนหน้าเว็บ และหน้ารายละเอียดสินค้า
# มีความซื้อสัตย์ และโปร่งใส่ในการพิจารณาในการรับประกัน และเคลมสินค้า
# เงื่อนไขในการรับประกันสินค้า (Garantee) ตามมาตรฐาน
– สินค้ามีปัญหาจากตัวสินค้าชำรุดเสียหายเนื่องจากการผลิต สามารถเปลี่ยนสินค้าใหม่ได้
ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ซื้อสินค้า
– สินค้าส่งผิดรุ่น ผิดสี หรือขนาด
– สินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้า  เกิดการชำรุดเสียหาย ก่อนการเปิดใช้งานในครั้งแรก
– ระยะเวลาในการการรับประกันสินค้า ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า เช่น 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี
– การรับประกัน มีทั้งแบบรับประกันสินค้าทั้งชิ้น และรับประกันสินค้าบางส่วน
– ลูกค้าต้องเก็บใบเสร็จเพื่อยืนยันการซื้อสินค้า หรือห้ามลอกสติกเกอร์การรับประกันออกตลอดอายุการรับประกัน
–  ระยะเวลาในการเปลี่ยนและคืนสินค้าไม่ควรนานเกิน 7 วัน นับจากวันที่พิจารณาแจ้งผลให้กับลูกค้าทราบ
# เงื่อนไขในการรับเคลมสินค้า (Claim) ตามมาตรฐาน
– สินค้ามีสภาพชำรุด เสียหาย และไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
– ลูกค้าต้องแสดงหลักฐานการซื้อทุกครั้งที่ส่งเคลมสินค้า เช่น ใบเสร็จที่ซื้อจากร้านค้า
– สินค้าที่ส่งมาคืนต้องพร้อมบรรจุภัณฑ์ของสินค้า และมีอุปกรณ์เสริมครบถ้วน
– สินค้าที่ไม่สามารถเคลมหรือรับคืนสินค้า ได้แก่ สินค้าลดราคาพิเศษ, สินค้าเคลียร์สต๊อก หรือสินค้าบางประเภท ที่มีการระบุเงื่อนไขไว้ว่า “ซื้อแล้วไม่สามารถรับคืน หรือ ไม่สามารถเคลมสินค้าได้”
–  ระยะเวลาในการเปลี่ยนและคืนสินค้าไม่ควรนานเกิน 15 วัน นับจากวันที่พิจารณาแจ้งผลให้กับลูกค้าทราบ


Personal (บุคลากร & ทีมงาน)

ผู้ควบคุม (Timer) : 
# ต้องบริหารจัดการทั้งคน สินค้า และระบบให้ลงตัว โดยให้เกิดปัญหาและผลกระทบน้อยที่สุด
# ต้องบริหารจัดการและควบคุมทุกกระบวนให้เสร็จสิ้นในเวลาที่รวดเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด ทำให้เกิดยอดขายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ทีมงานผลิต (Maker) : 
# ต้องผลิตให้ทัน และเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ไม่ควรผลิตในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป
# มีการเบิกจ่ายสินค้าที่ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อนจนเกินไป โดยต้องสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ทีมงานขาย (Marketer) : 
# ต้องปิดการซื้อ-ขายให้เร็ว มียอดการสั่งซื้อที่มากที่สุด
# กระจายและเพิ่มโอกาสในการขายไปในทุกช่องทาง ที่สามารถดำเนินการได้
# ใช้งบทำการตลาดอย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดยอดขายมากที่สุด

ทีมงานจัดส่งสินค้า (Shipper) : 
# ต้องเลือกขนส่งที่ดี มีความเหมาะสม และจัดส่งได้รวดเร็วที่สุด โดยใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุด
# ต้องทำการจัดเตรียมสินค้า และแพ็คสินค้าลงในกล่องพัสดุที่เหมาะสม และถูกวิธี เพื่อป้องกันของเสียหาย และลดต้นทุนในการจัดส่งสินค้า

ทีมงานบริการลูกค้า (Consultant) :
# ต้องเอาใจใส่ลูกค้า ยิ้มแย้มแจ่มใส มีมนุษยสัมพันธ์ดี ลูกค้าทุกคนชอบให้เอาใจใส่และต้องการความสนใจ
# ต้องเข้าใจในหลักการบริการ และขั้นตอนในการให้บริการเป็นอย่างดี ตอบคำถามและอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้กับลูกค้าได้ชัดเจนและถูกต้อง ไม่ทำให้ลูกค้าสับสน
# ต้องมีความอดทน, ควบคุมอารมณ์ได้ดี ใจเย็น และรู้จักกาลเทศะ สามารถโน้มน้าวจิตใจของลูกค้าให้เย็นลงด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล, การรับฟังปัญหาจบจบ, การเสนอโปรโมชั่นและบริการต่างๆ เพื่อปลอบใจหรือชดเชยสิ่งที่ลูกค้าเสียไป


นอกจาก 3P แล้ว ทำเลที่ตั้งก็ยังมีผลอยู่ โดยร้านค้าที่ดี ต้องมีรายได้มาจากลูกค้าคนในท้องถิ่น (Walk in) และมาจากออนไลน์ (Online) ด้วย จะเป็นการดีมากๆ

***นายปั้นดิน***


  • Share

Reviews